Study

เขียนเรื่องของคนอื่นมาก็เยอะแล้ว เขียนเรื่องของตัวเองมั่งดีกว่า(แล้วที่เขียนมาทั้งหมดนี่เรื่องของใครวะ) ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการแล้วกันนะครับ

ชื่อ เจ(เขารู้กันแล้ว)

Concept น่ารัก เรียบร้อย พูดน้อย เป็นกันเอง
"กูรู้แล้ว แต่กูไม่เชื่อออออ" (เสียงใครวะ)

คติประจำใจ ไม่ใช่ไม่มียางอายนะ ยางอายมีแต่ที่ทำไม่อาย (เงียบบบ ยังไม่รู้กันดิ)

อาชีพ โปรแกรมเมอร์(โง่ๆ)

----

เข้าเรื่องดีกว่า อืม..ทำไมผมถึงเลือกเป็นโปรแกรมเมอร์เหรอ (อาชีพที่ทำงานหนักมากกกกก) มันมีเหตุผลครับ

ข้อแรกเงินดี
ข้อสองตอนที่เลือกเรียนมันดูดี(มีชาติตระกูล)
ข้อสามเกิดจากความโง่ของผมเอง

-----

ผมรู้สึกว่าตัวเองโง่ ก็ตอนสอบวิชา dBase (อยู่ ม.6 วิชานี้เป็นการเขียนโปรแกรมครั้งแรกในชีวิต) ข้อสอบของ ม.6 เทอมนั้นมีอยู่ว่า

"ให้เขียนโปรแกรมหาจำนวนรอบของ X โดยให้ X เป็นค่าที่รับจากหน้าจอ และให้X หาร 2 จนกว่า X จะมีค่าน้อยกว่า 0.0001"

แค่เนี้ย(ง่ายมากๆ) แต่ตอนนั้นเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องจัดเลย ทำไม่ได้

ทำไม่ได้ได้ไง ในพจนานุกรมชีวิตของผม ไม่มีคำนี้อยู่อะ(คำว่าแก่ก็ไม่มีนะ แต่คำว่าน่ารักมี อยู่ประมาณล้านคำได้) เมื่อผมEnt ไม่ติด ผมไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยว่าผมจะเรียนอะไรต่อดี แบบว่าเป็นคนอยากเอาชนะความโง่ของตัวเองอะ (ดูดีไปเปล่า) ผมจึงเลือกเรียน วิทย์-คอม รามฯ

คุณแม่ครับ คุณแม่คงต้องขายนาส่ง...เรียนแล้วครับ

หมายเหตุประเทศไทยฉบับที่ 1อาย ในพจนานุกรมชีวิตของผม สะกดแบบนี้ครับ อี-วาย-อี

ปีหนึ่งของการเรียน Com-sci ถือว่าเป็นปีแห่งความอัปยศอดสูในวิชาชีพของผมป็นอย่างยิ่ง ทำไมนะเหรอ เพราะ ผมไม่สามารถสอบผ่าน CT105 วิชาเอกตัวแรกของภาควิชาได้

วิชาพื้นฐานเนี่ยขอบอกยากโคตร ก็เล่นรวมเอาวิชาที่ต้องเรียนที่เหลืออีก 20 วิชา มายัดรวมกันอยู่เล่มเดียว(ใครจะไปจำได้) ข้อสอบก็ออกไม่มากหรอก พระเจ้าช่วยกล้วยทอด!!ทั้งเล่มเอง

ความรู้สึกตอนนั้น รู้สึกว่าตัวเองเขาขึ้นอะ อ๊ะอ๊ะ...ไม่ได้โดนสวมเขานะ ขอบอก แค่รู้สึกว่าโง่มาก โง่กว่าตอนที่ทำข้อสอบ ม.6 ไม่ได้อีก(ทำไมยิ่งเรียนยิ่งโง่วะ)

---

สอบครั้งที่ 1 ตก ไม่เครียด สอบได้เป็นเรื่องตลก สอบตกเป็นเรื่องธรรมชาติ

สอบครั้งที่ 2 ตก หยวนๆ ครั้งหน้าผ่านชัวร์

สอบครั้งที่ 3 ตก อะไรวะตกอีกแล้ว (เริ่มเห็นเงาเขาลางๆบนหัวตัวเอง)

สอบครั้งที่ 4 ตก ตกอีกแล้ว ย้ายคณะดีใหมเนี่ย ขนาดวิชาพื้นฐานยังทำไม่ได้เลย

สอบครั้งที่ 5 ได้ P ผ่านอะ(ผ่านทำไมกูจะย้ายคณะ)

---

สอบครั้งที่ 5 เป็นการสอบครั้งสุดท้ายของ ปี 1 เอาวะเรียน Com-sci ต่อก็ได้ แต่พออยู่ปี 3-ปี 4 แล้วเริ่มเสียใจ ที่ผ่านวิชานี้ไปแล้ว ลองคิดดูดิ สอบวิชาตอนใกล้จะจบ ความรู้เต็มที่ขนาดไหน..ไม่น่ารีบผ่านเลย

---

ขอพักเรื่องรักๆใคร่ๆของผมก่อนนะครับ เพราะผมรู้สึกว่าถ้าเขียนผมตอนนี้ความเลี่ยนคงน้อยไปหน่อย ต้องไปเก็บข้อมูลความเลี่ยนเพิ่มเติมสักหน่อยแล้วค่อยเขียนต่อ

คืนนี้ขอไป Dinner ใต้แสงเทียนกับคนที่อาจจะเป็นคนของผมคนเดียวนะครับ ทุกๆคนให้ผมไปนะครับ

หากบอกว่า CT105 คือความอัปยศแห่งชีวิต CT211 คือที่สุดของความภาคภูมิใจครับ ปีสองเทอม 1 ผมลงเรียนวิชาที่เค้าว่ากันว่า ยากที่สุดตัวหนึ่งของวิทยาการคอมพิวเตอร์ครับ

เป็นวิชาเกี่ยวกับออกแบบโปรแกรม (ที่รามจะเรียนแค่การออกแบบ FLOW CHART ) ข้อสอบมีโจทย์แค่ 3 ข้อครับ แต่ยากเพราะมี 3 ข้อนี่แหละครับ ถ้าใครทำ ไม่ครบทั้ง 3 ข้อ เลิกหวังที่จะผ่านได้เลย

---

ลองทายดูสิครับ ว่าผมสอบกี่ครั้งถึงจะผ่าน

สอบครั้งที่ 1 ทำได้ 2 ข้อ (ตก 100%) แต่พอผมเดินพ้นห้องสอบ FLOW ข้อที่ทำไม่ได้ วิ่งวน LOOP ในหัวผม เจ็บใจโคตร

สอบครั้งที่ 2 ทำได้ 3 ข้อ และที่สำคัญ ไม่ใช่แค่ทำได้ ผ่านด้วย กรี๊ดเกือบสลบหน้าบอร์ด

----

ผมกลายเป็นคนเก่งในชั่วพริบตา

"ตอนกูตก CT105 เห็นด่ากูกันปาวๆว่ากูโง่"ประชดด้วยความภูมิใจครับ

แปลกใจละสิ สอบ 2 ครั้งผ่านนี่มันน่าภูมิใจตรงใหน อืม..ในกลุ่มเพื่อนผม ผมเป็นคนที่สอบวิชานี้น้อยที่สุด และอาจจะน้อยที่สุดในภาควิชาเลยก็ได้ (คิดเอาเอง แต่มีใครสอบครั้งเดียวผ่านบอกด้วย)

เพื่อนผมบางคน สอบวิชานี้มา 20 หนแล้วยังไม่ผ่านเลย เพื่อนผมคนที่ผ่านวิชานี้ต่อจากผม ผ่านหลังจากผมผ่านวิชานี้ 1 ปี สอบวิชานี้ประมาณ 7 หนได้

เป็นวิชาที่มีคนลงเรียนมากที่สุดของภาควิชา เป็นวิชาที่คนที่สอบผ่านมีจำนวนครั้งเฉลี่ยในการสอบมากที่สุด และเป็นวิชาที่ทำให้เกิดการย้ายคณะ มากที่สุดด้วย เห็นหรือยังครับว่าน่าภูมิใจขนาดไหน

คำชี้แจงจากนายเจ

1.CT211 เป็นวิชาเอกตัวที่ 3 ที่สอบผ่าน

2.ขอข้าม CT203 เนื่องจากเป็นวิชาที่ไม่มีอะไรจะพูดถึง

3.วันนี้ไปเที่ยวหน้ารามดีกว่า ไปให้คนที่อาจจะเป็นของผมคนเดียวรับกลับ(มันเกี่ยวกับที่เขียนมาทั้งหมดตรงไหนวะ )