Diary

ไม่รู้เป็นอะไรอะช่วงนี้เจอแต่พวกหลงตัวเองทั้งนั้นเลย ประมาณว่าคิดว่าตัวเองหน้าตาดีซะเต็มประดา วันก่อนไปเที่ยว ICY ไปเจอเด็ก มศว.คนนึง แบบว่าก็ไม่ได้หล่อมากหรอก แต่ชอบอะ ไม่สาวเลยขอบอก ไม่ชอบมีแฟนสาวอะ (แค่ตัวเองกับเพื่อน วันๆก็เจอแต่พวกสาวมากพอแล้ว หุหุหุ)

ตอนแรกผมก็เฉยๆ แบบว่าต้องไว้ฟอร์มนิดนึง แล้วหมอนั่นก็เข้ามาถามว่าจะคุยด้วยเปล่า อะมาแปลก ปรกติเขาต้องเข้ามาบอกว่าอยากคุยด้วยดิ เอาวะหยวนๆไหนก็แอบปิ๊งหมอนั่นอยู่ ก่อนกับก็เลยขอเบอร์หมอนั่นก็กดเบอร์ PCT ให้ แล้วก็ตามมาบอกว่า ไม่ใช่จำผิด เสร็จแล้วก็มาบอกเบอร์ใหม่มาบอกแบบปากเปล่า

บ้าเปล่าใครจะจำได้ยิ่งมึนๆอยู่ เอาวะใหนก็ชอบหมอนั่นอยู่นิดนึง จำผิดจำถูกว่ากันทีหลัง พอได้เบอร์มา อีกวันก็เริ่มโทรหา แต่ขอบอกโทรไม่ติดเลย ผมก็เลยเกิดอาการกังวลใจว่าจำผิดเปล่า

แล้วผมยิ่งเป็นโรคจิตอยู่ประมาณว่าถ้าโทรไม่ติดหรือไม่รับก็จะบ้าโทรจนกว่าจะได้คุยกันอะ แบบว่ามันเป็นนิสัย( ไม่ได้อยากโทรนะแต่มันเป็นนิสัย )สรุปแล้วเบอร์ที่หมอนั่น ให้มาผิดหมดเลย(แน่ใจว่าไม่ได้จำผิด) แล้วจะให้มาทำไมเนี่ย ไม่ให้ก็ไม่ว่าหรอกเสียเวลามากๆ

ผมก็ไม่ได้ขี้เหร่นี่น่า เวลาบอกว่าไม่มีแฟน ก็เห็นมีแต่เขาพูดกันว่าหน้าอย่างนี้เหรอไม่มีแฟนไม่เชื่อหรอกทุกที หุหุหุ(แต่ไม่มีจริงๆ รู้เปล่าวะ)

ผมเซ็งมากเลยตนแบบนี้อะ แบบว่าไม่ชอบก็ไม่ต้องให้ความหวังอะ เข้าใจเปล่า แบบพวกที่เจอกันในเนทแล้วนัดเจอกันอะ บอกตรงๆเลยก็ได้ว่าไม่ชอบจะได้ไม่ต้องเสียเวลาทั้ง2ฝ่าย ยังไงก็ไม่ต้องแคร์กันอยู่แล้วจริงเปล่า คนรู้จักกันซะก็เปล่า ถ้าเป็นเพื่อนกันก็ว่าไปอย่าง

ถ้าต่อหน้าไม่กล้าพูด แล้วเวลาโทรไปอะก็หัดรับๆกันหน่อย บอกมาเลยว่าจะเอาไง ไม่ใช่ไม่รับ

เอ้อแล้วอีกพวกที่ผมเซ็งมากพอๆกับพวกแรก พวกที่ชอบแหลลงเน็ทอะ ไม่รู้ว่าจะโกหกอะไรกันนักหนา OK อาจมีบ้าง แบบว่าเพื่อ SAVE ตัวเอง แต่นี่บางคนหน้าตาเหมือนปลาจวด แต่รูปถ่ายนะ ยังกะดารา ถามจริงเหอะทำไปขนาดนั้นเพื่ออะไรกัน ถ้าคิดแค่คุยเล่นๆ ไม่คิดเจอตัวจริงก็พอทำใจได้ แต่พวกที่กะนัดเจออะ หัดใช้รูปที่มันเหมือนตัวจริงหน่อย คนคุยด้วยเขาจะได้ทำใจได้ ไม่ใช่คิดว่าคุยกับเทวดา แล้วกลายเป็นผีซะงั้น มันบาปนะครับมันบาปปปปป

เข้าไปอ่าน last time ของคุณอะไรไม่รู้ อ่านจบแต่จำไม่ได้ แค่จำชื่อเรื่องได้ ก็บุญแล้วอะ ชอบมากเลย เป็นเรื่องแนวเกย์ที่ชอบมากเลย เอ้อแล้วก็อีกเรื่องที่ชอบ แต่มันติดเรทXXXนะ ของ คุณ PARAMOTOR คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องจริงของคนเขียน ชอบความรักที่เขามีให้แฟนมากเลย อยากหาเจอจังคนที่รักเราแบบเนี๊ย

ตั้งแต่วันเกิดผมที่พึ่งผ่านมา(ถ้าไม่นับ เรื่องที่เซ็งคนบางคนนะ) ซีวิตมีความสุขจัง ได้รู้จักผู้คนมากมายที่เป็นเหมือนที่ผมเป็น ได้เพื่อนใหม่ๆ ได้คนมาป้อนขนม หุหุหุ เขินจัง ได้อ่านเรื่องอะไรดีๆ ของใครหลายๆคน

ได้ระบายความในใจให้ใครสักคนฟัง ซึ่งปรกติไม่อยากเล่าให้เพื่อนฟัง (แต่เล่าให้ใครไม่รู้ฟัง บ้าเปล่าวะ) ไม่ใช่ไม่กล้านะ แต่บางครั้งการที่เราสนิทกันมากเกินไป ก็ทำให้เราเกิดช่องว่างโดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน ช่องว่างที่เกิดจากความรักระหว่างพวกผม ที่รักกันและสนิทกันมากไปหน่อย

ตอนนั้นเรื่องที่เล่า..อาจจะเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่พอนานๆไปเรื่องที่เคยเล่าให้เพื่อนฟังมันจะกลายเป็นเรื่องขำประจำกลุ่มไป (ไม่ขำด้วยนะโว๊ย ขอบอก) ไม่รู้สิอาจเป็นเพราะเราอ่อนไหวกับเรื่องของตัวเองมากไปหรือเปล่า เพราะเวลาเป็นเรื่องของเพื่อน เรื่องนั้นก็กลายเป็นเรื่องขำขันในชีวิตเราเหมือนกัน คงเป็นเพราะความศักสิทธิ์ของเวลากระมัง ที่สามารถรักษาความเศร้าในใจคนได้...ที่สำคัญศักสิทธิ์มากขนาดทำให้เรื่องเศร้าเป็นเรื่องขำขันซะงั้น

มาคิดๆดู การได้ระบายเป็นตัวหนังสือ นับเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีอย่างหนึ่งเลยนะเนี่ย แม้ว่าคนอ่านจะเป็นใครไม่รู้ก็เหอะ ได้ฟังคอมเมนต์ดีๆ ที่ใครเขาพูดถึงผม แล้วก็ได้อ่านเรื่องดีๆ เรื่องที่งดงามของใครบางคน (ไม่อยากบอกหรอกว่า เรื่องของชาวบ้านเป็นงานของผม หุหุหุ) ชีวิตคนเราแค่นี้ก็พอแล้วจริงเปล่า จริงอยู่ที่ว่าสิ่งที่ผมโหยหามากที่สุด (ความรัก) ยังไม่สามารถพบเจอได้ ผมก็ไม่คิดมากหรอก เพราะผมถือคติเดียวกันกับ คุณหญิงกีรติ จากหนังสือเรื่อง ข้างหลังภาพ

"ถึงแม้ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน แต่ฉันก็ยังอิ่มใจที่ฉันมีคนที่ฉันรัก"

คิดถึงคำพูดประโยคนี้ทีไรอยากกรี๊ดดังๆทุกที แบบว่าดูเป็นคนดีอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่เหมือนชีวิตจริงเลยให้ตายสิ

เมื่อคืนไม่รู้เป็นอะไร เกิดอาการโรคจิตครอบงำจิตใจ สังสัยเป็นเพราะไม่ได้ไปซื้อการ์ตูนแน่เลยสักวันคงลงแดงตายเพราะการ์ตูนแน่ๆ ถ้ารู้ว่าจะฟุ้งซ่านขนาดนี้ ไปเที่ยวกับเพื่อนดีกว่า เพื่อนชวนไปเที่ยว ผมก็อุตสาห์ทำตัวเป็นคนดีไม่ไป เพราะว่าต้องตื่นแต่เช้าไปทำงาน (ไม่อยากมานั่งสามหาว สี่หาวที่ที่ทำงานอะ )

อาการของไข้เริ่มต้นประมาน 4 ทุ่ม หลังจากที่เพื่อนมา Build อารมณ์ไปเที่ยวแล้วไม่สำเร็จ แต่พอเพื่อนจากไป อารมณ์ เปลี่ยว..เริ่มครอบงำ พอฟุ้งซ่านได้ที่ก็ต้องหาที่ระบายดิ แล้วที่ระบายที่ดีที่สุดก็ไม่พ้นเพื่อนสักที โทรหาใครต่อใคร มากมาย ซึ่งก็มีแต่เพื่อนใหม่ ที่พึ่งรู้จักกัน ยังไม่สนิทกันมากเท่าไร (ส่วนที่สนิทกันสุดๆ ไปก็ไป ตึ๊ง ตึ๊ง ตึ่ง ตึ่ง กันหมดเลย ไม่เหลือใครให้โทรหาเลย นี่สรุปว่าทั้งแก๊ง กู ไม่ได้ไปอยู่คนเดียวหรือเนี่ย)

พอคุยกันได้สักพัก ก็ไม่รู้แล้วว่าจะคุยอะไร ไม่เหมือนคุยกับเพื่อนเก่าๆเลยแฮะ ที่เวลาไม่มีอะไรคุยกันแล้ว ก็ไปขุดเรื่องสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมาเมาท์ (เก่าไปเปล่าเนี่ย) หรือบางคนก็กำลังติดพันกับเกมส์อยู่ไม่ว่างคุยด้วย (ไม่อยากบอกเลยว่า งอน อะ เห็นเกมส์ดีกว่ากู ได้ไง )ผมก็เลยต้องวาง แล้วก็หาผู้เคราะห์ร้ายรายายต่อไป สรุปแล้วเมื่อคืนโทรคุยกับเพื่อน สิบกว่าคนได้ เพ้อเจ้อน่าดูเลยเรา

เหงาจัง..คืนนี้

ไร้เงาคนดีเคียงข้าง

กายใจเปล่าเปลี่ยวอ้างว้าง

เหินห่าง..คนใกล้คนไกล

เฮ้อ...พึ่งรู้นะเนี่ยว่าเป็นคนขี้เหงามากขนาดนี้